วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

Zen

แม้ว่าการศึกษาหาความรู้จากคำสอนจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และอาจเรียนรู้จากผู้อื่น ที่เรียกว่า “ปริยัติธรรม” ทั้งจากท่านผู้รู้ที่เป็นครูบาอาจารย์  หรือกัลยาณมิตรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม แต่ถ้าหากเราไปยึดติดตำรา ครูบาอาจารย์  โดยไม่ยอมรับฟังจากใครว่าสิ่งที่เราประสบพบเห็นเป็นสิ่งดีงาม  เป็นสิ่งถูกต้อง  เป็นสิ่งเที่ยงแท้  ก็จะกลายเป็นการยึดมั่นในธรรมะ  จึงกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมราคะ” คือการยึดติดธรรมจนเกิดราคะ

ทั้งนี้ โดยเนื้อแท้แล้วชื่อเรียกสิ่งใดก็ตาม  ล้วนเป็นสิ่งสมมติบัญญัติขึ้นทั้งสิ้น  เพื่อเป็นสื่อในการพูดจาสนทนาถึงสรรพสิ่ง  ที่อยู่รอบตัวเราว่าคืออะไรเป็นอะไร  ควรใช้สอยหรือเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกชั่วระยะเวลาหนึ่ง  ที่เรียกว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับมนุษย์ขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น  เช่นเดียวกับธรรมะก็เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จำเป็น  ที่เรียกว่าพาหนะหรือพ่วงแพที่นำผู้คนจากฝากหนึ่งสู่อีกฝากหนึ่ง 
เหนืออื่นใดพึงเข้าใจว่าสรรพหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง  รวมทั้งร่างกายและจิตใจ เปรียบประดุจดั่งวัตถุสิ่งของที่นำมาใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวชั่วขณะ แล้วก็ทิ้งมันไป แม้ไม่ทิ้งมันไปมันก็จะเสื่อมสลาย และแตกดับไปตามธรรมดา ตามธรรมชาติ ตามกาลเวลา  
ที่เรียกว่าเสื่อมสลายและแตกดับ  ก็เป็นแต่เพียงภาษาสมมติ   ซึ่งเป็นคำพูดที่ต้องการให้เป็นสิ่งที่มีเหตุผล  คือเป็นปัญญาระดับเหตุผลเท่านั้น ในทางปรมัตถธรรมแล้ว  ไม่มีการเสื่อมสลายไม่มีการแตกดับอะไรทั้งสิ้น  เป็นแต่เพียงความเป็นเช่นนั้น (ตถาตา)  ซึ่งจะบอกว่ามันดำรงอยู่  และเปลี่ยนสภาพไปตามเหตุและปัจจัยก็ได้  แต่ต้องเข้าใจว่ามนุษย์ต้องมีการบัญญัติเรียกขานกันเป็นภาษาชาวโลกหรือภาษามนุษย์   เช่นบอกว่ามันเกิดขึ้น  มันตั้งอยู่  และมันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  เป็นต้น
ว่าไปแล้วอริยชนหรือมนุษย์ทุกคน  ก็ใช้ภาษาสมมติตามชาวโลก  แต่ภายในความคิดหรือความรู้สึกของอริยชนนั้น ทั้งการเกิด(อุบัติ) ขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมสลาย คือสิ่งเดียวกัน อริยชนไม่เห็นว่ามันมีความแตกต่างกัน หรือมีความเหมือนกัน  นั่นก็คือมีแต่ความเป็นเช่นนั้น (ตถาตา)
อย่างไรก็ตามคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้  และสิ่งที่ต้องศึกษาจากสภาวะต่างๆ นั้น  ในระยะต้นจำเป็นที่จะต้องศึกษา  และปฏิบัติธรรมด้วยการฟังคำบอกเล่าจากผู้อื่น  แต่ในที่สุดแล้วต้องนำมาพิจารณา  หรือนึกคิดอย่างแยบคาย ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” หมายถึงการหยั่งรู้เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจว่า  ร่างกายนี้มันไม่เป็นของใครหรือไม่เป็นของเราที่ตรงไหน  คือไม่มีเราในกายในจิต  ไม่มีจิตมีกายในเรา
เมื่อเพ่งพิจารณาถึงที่สุดแล้ว   ทั้งรูปและนาม  ทั้งร่างกายและจิต  ล้วนเกิดจากความรู้สึกนึกคิด  แล้วบังเกิดเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยตนเองว่า  ทั้งร่างกายและจิตใจที่ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทว่าไร้แก่นสารและไร้สาระ  เต็มไปด้วยของปฏิกูล  และมีภาวะตั้งอยู่ชั่วคราวไม่มีลักษณะใดที่คงทนถาวร (เที่ยง)  มีการแปรเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยในทุกเวลาทุกวินาที เรียกว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


ด้วยเหตุเพราะมันต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นดำรงอยู่ เมื่อเหตุปัจจัยที่มันอาศัยเปลี่ยนแปลง มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยนั้น มันจึงไม่เป็นใคร จึงไม่เป็นอะไรด้วยประการฉะนี้ จากคำสอนของเถรวาทบอกว่า  สภาวะของตนที่อาศัยเหตุปัจจัยเรียกว่า “สวลักษณะ” นั้น  นั่นก็คือดำรงอยู่ด้วยการอาศัยสิ่งอื่น  ตัวมันเองมิอาจดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว  จึงไม่มีสิ่งใดเลยที่ปราศจากสวลักษณะ 




ด้วยเหตุที่สรรพสิ่งต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน  และตัวมันจึงว่างเปล่า   เป็นความว่างจากความสำคัญมั่นหมาย  ว่างจากการให้ค่าว่าเป็นคนเป็นสัตว์เป็นตัวเป็นตน  ที่ว่าว่างเปล่าจากตัวตนเพราะเมื่อเหตุปัจจัย  หรือสิ่งที่มันอาศัยสิ่งอื่นหมดสิ้นไป  ตัวของมันเองก็จะดับสูญไปด้วย
ดังนั้นจึงมิอาจจะบอกหรือกำหนดหมายได้ว่า  สิ่งต่างๆ “มีอยู่” หรือ “ไม่มีอยู่”  เพราะการมีอยู่และไม่มีอยู่ของสรรพสิ่ง  ล้วนต้องขึ้นกับสิ่งอื่น  เพราะมันเป็น “สวลักษณะ” คือดำรงอยู่เพราะสิ่งอื่น 
 
 ยกตัวอย่างร่างกายและจิตใจของเรา  เป็น “สวลักษณะ” คือมันต้องอาศัย  “บิดาและมารดา” เป็นผู้ให้กำเนิด  เราจะเกิดขึ้นมาลอยๆ  โดยไม่อาศัยเหตุปัจจัยอะไรไม่ได้  ยิ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วต้องอาศัยน้ำ  อาหาร  ซึ่งเป็นปัจจัยสี่  เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้  หากขาดอาหารและขาดอากาศที่หายใจแล้ว  ชีวิตก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ต้องสูญสิ้นไป
นี่คือหลักธรรมคำสอนของฝ่ายเถรวาทที่แท้  ส่วนเถรวาทปฏิรูปหรือแนวอื่นๆ  ก็อาจจะสอนหรือบอกเล่าอีกแบบหนึ่ง  ก็เป็นไปตามความคิดนึกปรุงแต่งของผู้สอน 
นั่นก็คือคำสอนหรือสิ่งที่นำมาบอกมาแนะนำ  นำมาสอนกันนั้น  พุทธศาสนานิกายเซนเห็นว่า  เกิดจากความคิดนึก  หรือความคิดปรุงแต่งทั้งสิ้น  สิ่งที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งของมนุษย์  ย่อมเป็นมายาหรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงแต่ประการใด 
ผู้ใดเห็นในสัจธรรมความจริงเช่นนี้  ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด  ไม่ยึดติดในอะไร  เพราะอะไรๆ ก็ไม่มี  ไม่จริง  เป็นมายาที่จิตเข้าไปรู้แล้วดับไปเช่นนั้นเอง  ซึ่งการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใดๆ นั้น  จำเป็นจะต้องปฏิบัติธรรมให้เห็นว่า  กายและใจมิใช่เป็นของเราหรือของใคร     


ขอบคุณ ภาพประกอบเรื่อง จาก

http://www.tourwat.com/5697/ego/
http://www.travelfreak.com/2013/05/28/5-maritime-disasters-worse-than-the-royal-caribbean-fire/
http://thephotoguide.co.uk/experimental/light/161-colour-transform-light-experiment/
http://apprenticeship101.wordpress.com/2012/05/page/2/
http://www.neatorama.com/2008/01/13/photomosaic-illusion/#!kMlQi
http://www.sookjai.com/index.php?topic=4184.0
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=prommayanee&month=06-2009&date=05&group=14&gblog=1
http://minecraft.wonderhowto.com/inspiration/m-c-eschers-gravity-defying-relativity-illusion-recreated-minecraft-0130040/

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

วิถีแห่งเซน ปรัชญา คำคม และการดูแลสุขภาพ: ถ้าก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวจะเป็นไร เพราะยังมีก้าวใหม่ท...

วิถีแห่งเซน ปรัชญา คำคม และการดูแลสุขภาพ: ถ้าก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวจะเป็นไร เพราะยังมีก้าวใหม่ท...: ในกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ปลาย่อมว่ายทวนน้ำเสมอ ปลาที่ลอยตามน้ำ ก็มีแต่ปลาตาย มนุษย์ต้องต่อสู้กับอุปสรรค เหมือป...

พื้นฐาน 5 ประการของพุทธนิกายเซน”

“พื้นฐาน 5 ประการของพุทธนิกายเซน”

 
 
 
 
 
 
1 Vote

พื้นฐาน 5 ประการของพุทธนิกายเซน
          (1) ความจริงสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงได้ด้วยคำพูด ความจริงสูงสุดของเซนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงออกได้ด้วยคำพูดหรือตัว หนังสือ ดังคำพูดของเซนที่ว่า “การส่งมอบพิเศษนอกคัมภีร์ ไม่ต้องอาศัยคำพูดหรือตัวหนังสือ” ซึ่งก็ตรงกับคำพูดในปรัชญาเต๋าที่ว่า “เต๋าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกได้ด้วยคำพูด เต๋าที่เรียกได้ด้วยคำพูดไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง” และ “ผู้พูดไม่รู้ ผู้รู้ไม่พูด” พุทธะอันสูงสุดนั้นคือธรรมชาติอันแท้จริงที่มีอยู่ภายในชีวิตของเรานี้เอง เมื่อคำพูดและความคิดปรุงแต่งหยุดลง ธรรมชาติดังเดิมก็พลันปรากฎ
          ดังนั้นเซนจึงมุ่งหวังในเรื่องประสบการณ์ ความตื่นของชีวิตมากกว่าคำพูด ประสบการณ์นี้เรียกว่า “ความว่าง” หรือ “ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ” หรือธรรมชาติดั้งเดิม เปรียบเสมือนการดื่มน้ำร้อนหรือเย็นรู้ได้โดยไม่ต้องบอก
          (2) การฝึกฝนในทางธรรม เป็นสิ่งที่ไม่อาจฝึกได้ (ด้วยความพยายามที่เกิดจากการปรุงแต่ง) ในความคิดปรุงแต่งใดๆก็ตาม จะมีความรู้สึกที่มีตัวตนประสมอยู่ด้วยเสมอ ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่เป็นภายในกับสิ่งที่เป็นภายนอก และทำให้เกิดความยึดมั่นผูกพันกับวัตถุภายนอก ความพยายามที่เกิดจากการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า การท่องพระสูตร การบูชาพระพุทธรูป การประกอบพิธีต่างๆนั้น โดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ตรงข้าม บุคคลควรปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระ เฝ้าดูและขจัดกระแสแห่งความคิดปรุงแต่ง และจะต้องเข้าถึงธรรมชาติของความเป็นเอง การปฎิบัติธรรมที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นได้
          (3) ผลบั้นปลายสุดท้าย ไม่มีอะไรที่ใหม่ ประสบการณ์ของความตื่น ความรู้สึกตัวถึงเอกภาพอันแบ่งแยกมิได้ของสรรพสิ่งทั้งมวล การเห็นแจ้งธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะภายในของตน เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า ได้อะไรมาใหม่ เพียงแต่เป็นการรู้แจ้งบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเองตลอดเวลาเท่านั้น ปัญหามีเพียงว่าที่เราไม่ได้รู้สึกตัวถึงสิ่งนี้เป็นเพราะอวิชชาของเราเอง ในภาวะของความตื่น เมื่อตัวตนที่ปรุงแต่งถูกขจัดออกไป ธรรมชาติในส่วนลึกลับอันแอบเร้นลับปรากฎตัวขึ้นแทนที่และผู้กระทำจะกระทำ สิ่งต่างๆอย่างปราศจากตัวตนและอย่างเป็นกันเอง
          (4) “ไม่มีอะไรมากในคำสอนทางพุทธศาสนา” แท้จริงแล้วนั้น ส่งที่เรียกว่าความคิด ลัทธิ และคำพูด ไม่มีความหมายแต่อย่างใด สิ่งสำคัญที่สุดเพียงประการเดียวคือ ประสบการณ์ของความตื่นเท่านั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชาวพุทธ และไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา เพราะตราบใดที่ยังยึดติดในสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อาจรู้แจ้งความเป็นจริงใน สิ่งทั้งหลายอยู่ตราบนั้น
          (5) ในขณะที่กำลังหาบน้ำ ผ่าฟืน นั่นแหละ เป็นขณะแห่งการสัมผัสกับชีวิตทางธรรม การตรัสรู้นั้นไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบใด ในขณะแห่งการทำงาน ในชีวิตประจำวันก็อาจเป็นขณะแห่งการตรัสรู้ได้ ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเป็นสิ่งสากล เราอาจพบมันได้ในทุกหนทุกแห่ง ดังบทเพลงจีนบทหนึ่งที่ว่า
          “ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน เราขุดบ่อน้ำ เราไถหว่านบนผืนดิน อำนาจอะไรของเทพเจ้า”
“เราเริ่มต้นทำงาน เราพักผ่อน และเราดื่ม และเรากิน จะมาเกี่ยวข้องกับเรา”
ขอบพระคุณ ข้อมูลจาก http://zixzen.blogspot.com/2007/10/5.html .. และภาพจาก Internet

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

สมบัติๆๆ

1. มนุษย์สมบัติ= ความเต็มพร้อมของประโยชน์อย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญจะลุถึงได้ ด้วยการเอาเหงื่อไคลเข้าแลก
เป็นอยู่อย่างผาสุกชนิดที่คนธรรมดาสามัญจะพึงเป็นกันอยู่ทั่วไป

2. สวรรค์สมบัติ = ความเต็มพร้อมของประโยชน์ที่คนมีสติปัญญามีอำนาจวาสนาเป็นพิเศษจะพึงถือเอาได้โดยไม่ต้องเอาเหงื่อไคลเข้าแลกก็ยังมีชีวิตรุ่งเรืองอยู่ได้ ท่ามกลางทรัพย์สมบัติเกียรติยศชื่อเสียงและความเต็มเปี่ยมทางกามคุณ

3. นิพพาน สมบัติ = การได้เต็มที่ในความสงบเย็นเพราะไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะ เบียดเบียน จัดเป็นประโยชน์ชนิดที่คน 2 พวกข้างต้นไม่อาจจะได้รับ เพราะเขาเหล่านั้นยังจะต้องเร่าร้อนอยู่ด้วยพิษร้ายของ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่งเป็นธรรมดา

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

เติมพลังการทำงานต้อนรับปี2557

ทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เวลานั้นไม่มีฉัน ไม่มีเรา ไม่มีของเรา ไม่มีใครได้ ไม่มีใครเสีย ไม่มีขาดทุน ไม่มีกำไร ไม่ปวดหัว งานก็จะไม่มีความหมายเป็นการงาน แต่จะเป็นของสนุกเหมือนของเล่นผลงานที่ออกมาก็จะดี น่าจะเป็นการทำงานอย่างมีความสุ
  เคล็ดลับของการทำงานด้วยจิตว่าง คือทำให้การงาน_เป็นของสนุก ถ้าทำงานด้วยจิตวุ่นการงานก็กลายเป็นทุกข์ มีความทุกข์